




การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ช่วยรักษาความหนาแน่นของกระดูก ป้องกันโรคกระดูกพรุน และช่วยให้ข้อต่อต่าง ๆ
มีความยืดหยุ่น
การออกกำลังกายที่ส่งผลดีต่อกระดูกจำเป็นต้องมีแรงกดดันที่พอเหมาะเพื่อกระตุ้นเซลล์สร้างกระดูกให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อรอบข้อต่อ
ทำให้สามารถรองรับน้ำหนักตัวและลดแรงกระแทกที่จะเกิดขึ้นกับกระดูกสันหลังและข้อเข่าในชีวิตประจำวันได้
โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางสะสมอย่างน้อย
150 นาทีต่อสัปดาห์ ควบคู่กับการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2
วันต่อสัปดาห์
การจัดโปรแกรมออกกำลังกายสำหรับวัยเก๋า
จะต้องประกอบไปด้วยเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อคือ เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
เป็นกิจกรรมที่ต้านแรงโน้มถ่วงของโลก
และต้องสามารถสร้างแรงกดที่เหมาะสมต่อกระดูกอย่างทั่วถึง
●
เสริมความแข็งแรง (Strength): การฝึกใช้แรงต้านเพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและแรงดึงรั้งที่ช่วยให้กระดูกหนาตัวขึ้น
●
ฝึกการทรงตัว (Balance): การฝึกการทำงานประสานกันของระบบประสาทและกล้ามเนื้อขา
เพื่อลดโอกาสการล้ม
●
จัดท่าทางให้เหมาะสม (Posture): การฝึกรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย
เสริมบุคลิกภาพ ป้องกันอาการหลังค่อมและการกดทับของกระดูกสันหลัง
●
เพิ่มการไหลเวียนเลือด (Aerobic): การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างต่อเนื่อง
ช่วยให้ระบบหัวใจ หลอดเลือด และปอดทำงานได้ดีขึ้น

เนื่องจากสภาพร่างกายของผู้สูงอายุมีความเปราะบางและมีปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพที่แตกต่างกัน
การเตรียมความพร้อมก่อนการเริ่มออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันอันตรายและอาการบาดเจ็บได้
ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว
เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือมีปัญหากระดูกสันหลังและข้อเข่าเสื่อม
จำเป็นต้องได้รับการตรวจประเมินจากแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดก่อน
เพื่อกำหนดระดับความหนักและท่าทางที่ปลอดภัย
หลีกเลี่ยงการกระตุ้นให้เกิดอาการบาดเจ็บ
การฝึกจากระดับเบาไปหาปานกลาง
เคลื่อนไหวช้า ๆ ไม่หักโหม สวมใส่รองเท้าที่กระชับและไม่ลื่น
เลือกสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก พื้นผิวเรียบไม่ลื่น
และต้องทำการอบอุ่นร่างกายก่อนเริ่ม รวมถึง Cool-down ทุกครั้งหลังฝึกเสร็จ

ท่าออกกำลังกายผู้สูงอายุเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ทำได้ง่าย
มีความปลอดภัย
และใช้น้ำหนักตัวหรืออุปกรณ์รอบตัวในการสร้างแรงต้านที่เหมาะสมเพื่อกระตุ้นความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อได้
ประโยชน์ของท่านี้ ช่วยเพิ่มความมั่นคงของข้อต่อสะโพกและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบริเวณส่วนล่างของร่างกาย
ประโยชน์ของท่านี้ เสริมสร้างกำลังและความหนาแน่นของกล้ามเนื้อบริเวณต้นแขนด้านหน้า
ประโยชน์ของท่านี้ เพิ่มความแข็งแรงให้กับกลุ่มกล้ามเนื้อรอบข้อต่อหัวไหล่
และช่วยเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวของแขน
ประโยชน์ของท่านี้ เน้นการสร้างความแข็งแรงกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง
(Hamstrings) ซึ่งมีความสำคัญต่อจังหวะการก้าวเดิน
ประโยชน์ของท่านี้ พัฒนากล้ามเนื้อสะโพกด้านข้าง
ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทรงตัวขณะยืนและเดิน
ประโยชน์ของท่านี้ เป็นการออกกำลังกายกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและสะโพก
ประโยชน์ของท่านี้ กระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและช่วยเรื่องการทรงตัว
*หมายเหตุ:
การฝึกท่านี้ในระยะแรกควรมีผู้ดูแลยืนอยู่ใกล้ ๆ เพื่อป้องกันการเอียงล้ม
ประโยชน์ของท่านี้ ถือเป็นท่าฝึกสมดุลและการทรงตัวที่ให้ผลดีที่สุดในการลดความเสี่ยงจากการพลัดตกหกล้ม

กล้ามเนื้อรยางค์ล่าง คือกล้ามเนื้อบริเวณขาทั้งหมด ตั้งแต่สะโพก ต้นขา น่อง และเท้า เป็นบริเวณที่แข็งแรง ถือเป็นส่วนที่เป็นรากฐานสำคัญของการเคลื่อนไหว ท่าบริหารกล้ามเนื้อขาผู้สูงอายุต่อไปนี้เน้นไปที่การเพิ่มแรงเหยียดและแรงงอของข้อต่อส่วนล่าง ช่วยลดปัญหาการเดินเซและก้าวขาไม่ออก
ประโยชน์ของท่านี้ เพิ่มกำลังกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อยกสะโพก ทำให้ยกขาเดินข้ามสิ่งกีดขวางได้ง่ายขึ้น
ประโยชน์ของท่านี้ เสริมความแข็งแกร่งกล้ามเนื้อสะโพกและก้น ช่วยเพิ่มแรงส่งขณะเดินและช่วยให้ลุกยืนได้ง่ายขึ้น
ประโยชน์ของท่านี้ สร้างความมั่นคงแก่ข้อต่อสะโพก ป้องกันการเดินโยกเยกซ้ายขวา
ประโยชน์ของท่านี้ เพิ่มความยืดหยุ่นและการทำงานของข้อเข่า ช่วยให้จังหวะการก้าวเดินพ้นจากพื้นได้ดี ไม่สะดุดล้ม
ประโยชน์ของท่านี้ เพิ่มกำลังกล้ามเนื้อน่องและข้อเท้า ช่วยเพิ่มความสามารถในการดีดตัวและรับแรงกระแทกจากการเดิน
ประโยชน์ของท่านี้ เน้นการสร้างกำลังกล้ามเนื้อหน้าขา
(Quadriceps) ซึ่งเป็นมวลกล้ามเนื้อหลักในการพยุงข้อเข่าและรับน้ำหนักตัว
ท่าออกกำลังกายบางท่าสร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างร่างกาย
จึงจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงเพื่อความปลอดภัย
ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีแรงกระแทกสูง
เช่น การกระโดดเชือก การวิ่งเร็ว การปีนป่าย
หรือการออกกำลังกายที่ต้องเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน
รวมถึงท่าที่ต้องก้มลำตัวไปข้างหน้าเพื่อซิทอัพหรือการบิดหมุนแกนลำตัวอย่างรวดเร็ว
เช่น การสวิงกอล์ฟ เนื่องจากท่าเหล่านี้เพิ่มแรงเค้นบนกระดูกสันหลังอย่างรุนแรง
เสี่ยงต่อภาวะกระดูกสันหลังยุบตัวหรือหักในผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุน
เมื่อต้องการหยิบสิ่งของจากพื้นหรือก้มใส่รองเท้า
ไม่ควรใช้วิธีก้มโค้งลำตัวลงไปตรง ๆ แต่เปลี่ยนมาใช้วิธีงอข้อสะโพก
ย่อหัวเข่าลงช้า ๆ และให้แผ่นหลังตรงอยู่เสมอ
ในเวลาที่ต้องการเหลียวมองหรือหยิบของด้านข้าง
ให้ใช้วิธีหมุนก้าวเท้าเปลี่ยนทิศทางไปทั้งตัว ไม่บิดหมุนเฉพาะส่วนบนของลำตัวเพื่อลดแรงบิดตัวของแนวกระดูกสันหลัง
ปัญหาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในวัยสูงอายุ
ไม่ควรเป็นอุปสรรคในการออกกำลังกาย
นอกจากการปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติและการเลือกรูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสมแล้ว
การเลือกใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่แบบกางเกงอย่างเซอร์เทนตี้ (Certainty)
ขณะออกกำลังกายถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและไร้ความกังวล
การออกแรงหรือการเคลื่อนไหวร่างกายบางท่าจะเข้าไปเพิ่มความดันภายในช่องท้อง ส่งผลให้มีแรงกดลงบนกระเพาะปัสสาวะ จนเกิดอาการปัสสาวะเล็ดออกมาโดยไม่ตั้งใจ การรับมือทำได้โดยการฝึกขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเป็นประจำ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของหูรูด ควรงดการดื่มน้ำปริมาณมาก ๆ ก่อนเริ่มออกกำลังกายประมาณ 1 ชั่วโมง ขับถ่ายปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนเริ่มฝึก หรือเลือกใช้ผ้าอ้อมผู้ใหญ่แบบกางเกงที่กระชับ เคลื่อนไหวคล่องตัว และที่ระบายอากาศได้ดี เพื่อช่วยซับความชื้นและเพิ่มความมั่นใจตลอดการทำกิจกรรม
เมื่ออายุมากขึ้น
ระบบต่าง ๆ ของร่างกายก็จะเสื่อมสภาพลง โดยเฉพาะกระดูกและกล้ามเนื้อ
การออกกำลังกายวันละ 30 นาที ด้วยท่าออกกำลังกายผู้สูงอายุที่ถูกต้องสม่ำเสมอ 3-5
วันต่อสัปดาห์ สะสมให้ได้อย่างน้อย 150 นาที จะช่วยให้ร่างกายมีความแข็งแรงมั่นคง
มีกล้ามเนื้อและกระดูกที่แข็งแรงพอในการพึ่งพาตนเอง
ทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างเป็นอิสระ และลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้
ส่วนใครที่ยังกังวลเรื่องปัสสาวะเล็ดระหว่างขยับตัว ผ้าอ้อมผู้ใหญ่แบบกางเกง
Certainty ก็เป็นตัวช่วยให้ออกกำลังกายได้อย่างมั่นใจในทุกวัน
A: ต้องระวังท่าฝึกที่มีแรงกระแทกสูง
เช่น การกระโดดหรือวิ่ง และหลีกเลี่ยงการงอเข่าเกิน 90 องศา เช่น
ท่าสควอทที่ลึกเกินไป เพราะจะเพิ่มแรงกดทับที่ข้อต่อโดยตรง
ควรเน้นการเคลื่อนไหวช้า ๆ ที่นุ่มนวลแทน
ควรเลือกกิจกรรมระดับปานกลางที่ไม่มีแรงกระแทกข้อต่อ
เช่น การเดินเร็ว การปั่นจักรยานอยู่กับที่ หรือว่ายน้ำ
ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอครั้งละ 30 นาที รวมให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์
ควบคู่กับการฝึกสร้างความแข็งแรงและการทรงตัว
เครื่องมือที่ปลอดภัยมีด้วยกันหลายแบบ
แต่ควรเน้นเครื่องออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เช่น Recumbent Bike
ที่ช่วยลดแรงกดข้อเข่า ลู่วิ่งลดแรงกระแทก ยางยืดออกกำลังกาย
และเครื่องบริหารกล้ามเนื้อขาเฉพาะส่วน
ซึ่งสามารถควบคุมแรงต้านได้ง่ายและไม่เสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม
ผู้สูงอายุควรเริ่มต้นเดินอย่างต่อเนื่องวันละ
10-15 นาทีในระยะแรก เมื่อร่างกายปรับตัวได้แล้ว ให้เพิ่มเวลาเป็นวันละ 30-45 นาที
สะสมให้ได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
ซึ่งเป็นเวลาที่เพียงพอในการกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตและฟื้นฟูร่างกาย
เมื่ออายุมากขึ้น มวลกล้ามเนื้อจะลดลงตามธรรมชาติ การฝึกเพิ่มกล้ามเนื้อช่วยให้เรามีแรงพยุงข้อต่อ โครงสร้างร่างกายมั่นคง และทรงตัวได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันอุบัติเหตุจากการล้ม และช่วยให้ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นอิสระ
Source: samitivejhospitals.com, ntkgoodhealth.com, morelifehealth.com, manarom.com, multimedia.anamai.moph.go.th

